วิธีเช็ครถก่อนเดินทาง
0

วิธีเช็ครถก่อนเดินทาง

2019-12-25 10:03:14 ใน News » 0 511


วิธีการเช็ครถก่อนเดินทาง 
          ทุกช่วงวันหยุดยาวหรือเทศกาลสำคัญๆ ที่มีวันหยุดต่อเนื่องกัน เช่น เทศกาลสงกรานต์ เทศกาลปีใหม่บรรดาคนที่มาใช้แรงงานหรือทำงานต่างบ้านต่างเมืองในประเทศไทย ล้วนต้องมีวิถีชีวิตและจุดมุ่งหมายของแต่ละคนที่จะต้องกลับไปยังภูมิลำเนาของตัวเองทั้งสิ้น โดยส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นคนจากต่างจังหวัดทั้งนั้นที่เข้ามาใช้ชีวิตทำมาหากินกันในเมืองหลวง และปัจจัยสำคัญที่นำพาคนเหล่านั้นกลับไปภูมิลำเนาได้อย่างปลอดภัยซึ่งเป็นที่นิยมกันมากที่สุด ก็คือ ยานพาหนะ หรือรถยนต์นั่นเอง ดังนั้นการที่จะนำพาคนเหล่านั้นให้กลับไปถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัยรถยนต์ก็จะต้องอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน โดยการดูว่ารถที่พร้อมใช้งานได้นั้นต้องดูอย่างไรบ้าง ทาง บริษัทเพชรยนต์ จำกัด ศูนย์จำหน่ายรถมือสอง ได้มีข้อแนะนำและจุดสังเกตเบื้องต้นมานำเสนอดังนี้



1. ตรวจเช็ค เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องพร้อมกรองเครื่องให้กับรถยนต์ โดยระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายโดยทั่วไปก็จะขึ้นกับเกรดหรือชนิดของน้ำมันเครื่องที่ใส่มาก่อนหน้านั้น โดยในบ้านเราส่วนใหญ่ก็ใชกันแค่ 2 ชนิด
สำหรับรถใช้งานปกติบนท้องถนนทั่วไป โดยแบ่งเป็น     
        - ชนิด สังเคราะห์ ( fully Symthetic) อายุการใช้งานก็ประมาณ  10,000 กม.
        - ชนิด กึ่งสังเคราะห์(Semi Synthetic) อายุการใช้งานประมาณ 5,000 กม.
โดยระยะที่ดีที่สุดควรเปลี่ยนถ่ายทุก 3 – 6 เดือน หรือ ตามระยะที่ถึงกำหนดของน้ำมันเครื่องชนิดนั้นๆหรือหากเพิ่งเปลี่ยนมา ให้ตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่อง ว่าต่ำกว่าระดับ หรือ สูงกว่าระดับ ที่กำหนดไว้หรือไม่
เพราะถ้าหากขาดน้ำมันเครื่องไปสิ่งที่ตามมาก็คือปัญหาเครื่องยนต์ถึงขั้นพังได้เพราะเครื่องยนต์จะขาดน้ำมันเครื่องไปหล่อลื่นลดแรงเสียดทานในเครื่องยนต์ปัญหาต่างๆ ทั้งลูกสูบติด ฝาสูบโก่ง เครื่องความร้อนขึ้น ชาร์ปละลาย (แผ่นปะกับที่รองระหว่างข้อเหวี่ยงกับก้านสูบ) ทุกปัญหาเกิดจากการขาดน้ำมันเครื่องซึ่งความพินาศนั้นระดับยกเครื่องใหม่กันเลย นำมาซึ่งค่าใช้จ่ายเกินกว่าราคาน้ำมันเครื่องหลายสิบเท่า




1.2 ระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์ ซึ่งส่วนนี้ก็มีความสำคัญไม่น้อยกับรถยนต์
            วิธีตรวจเช็คน้ำในหม้อพัก วิธีเช็คก็ง่ายๆ ให้สังเกตที่หม้อพักน้ำยาหล่อเย็นจะมีสัญลักษณ์บอกระดับน้ำคือ Min และ Max หากน้ำอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า Min (ขีดล่าง)คือน้ำน้อยเกินไป ถือว่าอันตราย เพราะ น้ำจะวนเข้าสู่ระบบหมุนเวียนระบบายความร้อนได้น้อยอาจทำให้เครื่องยนต์น๊อคได้

            วิธีแก้ ก็แค่จัดการเติมน้ำยาหล่อเย็นเข้าไป จนให้ถึงสัญลักษณ์ Max (ขีดบน)และหากเราเติมเยอะเกินไปจนเลยขีด Max ควรดูดออก เพราะเวลาเครื่องยนต์ร้อนน้ำจะเดือดซึ่งอาจทำให้น้ำล้นออกมาได้ในการตรวจเช็คระดับน้ำในหม้อน้ำและหม้อพักนั้น สามารถเช็คบ่อยครั้งยิ่งเช็คได้ทุกวันก่อนการใช้รถยิ่งดี เพราะเราจะได้ทราบว่ารถเราผิดปกติหรือไม่



3. ยาง รถยนต์  ควรตรวจเช็ค

        - สภาพยาง ดอกยาง ควรต้องมีความลึกของดอกยางพอสมควร สิ่งที่บ่งชี้ว่ายางรถยนต์หมดสภาพและไม่สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยมีด้วยกัน 3 อย่าง คือ ความลึกของยาง ความชำรุดที่ส่งผล
ต่อโครงสร้างของยาง และอายุของยาง ถ้ายางของคุณไม่เข้าข่ายนี้ ก็ไม่ต้องกังวลไป แม้ใช้งานมาหลายหมื่นกิโลเมตรแล้วก็ตาม สิ่งที่กำหนดว่า “ยาง” ของรถ ไม่ควรถูกใช้งานอีกต่อไป
มีอยู่ด้วยกัน 3 อย่าง อย่างแรกคือ “ความลึกของดอกยาง” สิ่งนี้มีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยเมื่อขับบนถนนเปียก เพราะต้องช่วยรีดน้ำ เพื่อให้หน้ายางสัมผัสกับผิวถนนได้ดี ค่าที่เหมาะสม
ทางเทคนิค คือ ไม่ควรต่ำกว่า 3 มม. และความลึกของดอกยางใหม่เอี่ยมจะอยู่ประมาณ 8-9 มม.
               
        - ลมยาง ความดันลมยาง สำหรับรถเก๋งและรถกระบะ รถเก๋ง ความดันสูงสุด
ไม่ควรเกิน 36 ปอนด์ / ตารางนิ้ว ซึ่งทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับขนาดและประเภทของรถนั้นๆ ด้วย เช่น

                ** รถเก๋งขนาดเล็ก  ความดันลมยาง ประมาณ 25 – 30 ปอนด์ / ตารางนิ้ว (psi)
                ** รถเก๋งขนาดกลางถึงใหญ่  ความดันลมยาง ประมาณ 30 – 35 ปอนด์ / ตารางนิ้ว (psi)
                ** รถกระบะ ความดันลมยาง ไม่ควรเกิน 65 ปอนด์ / ตารางนิ้ว (psi) 



4. ระบบห้ามล้อ หรือ ระบบเบรก  ต้องหมั่นใช้ความรู้สึก สัมผัส กับการเบรคทุกครั้ง หากมีอาการ
        - เบรกแล้วเกิดอาการสั่นที่พวงมาลัยพวงมาลัยเกิดอาการสั่นสะท้านเมื่อกดเบรกเกิดจากจานเบรกสึกหรออย่างหนักและมีผิวสัมผัสที่ไม่มีความสม่ำเสมอ หรือจานเบรกคดงอ
เสียหายสิ้นสภาพที่จะใช้งานได้ต่อไป จานเบรกเสียความสมดุลหรือจานเบรกคดบิดโก่ง หนาบางไม่เท่ากันผิดรูปไม่ขนานตอนแนวแกน เมื่อจานส่วนที่ไม่เรียบ ไม่ว่าจะนูนหรือยุบลงไปวิ่งผ่านผ้าเบรกซึ่งถูกลูกสูบกดไว้หากเจอผิวหน้าจานเบรกที่นูน ผ้าเบรกก็จะถูกผลักออกมาและส่งผลมาตามระบบแรงดันน้ำมันเบรกซึ่งก็จะไปบรรจบเอาที่แป้นเบรกรถยนต์ของผู้ขับขี่ แต่ถ้าเจอหน้าสัมผัสจากเบรกในส่วนที่ยุบหรือบุ๋มลงไปลูกสูบก็จะดันออกไปได้มากกว่าเดิมนิดนึง ซึ่งมีผลทำให้ระยะแป้นเบรกก็จะตกลงมาหน่อย
         - มีอาการเบรกต่ำ เราจะรู้สึกได้เลยว่า เมื่อไหร่ที่เราเหยียบเบรกจะรู้สึกว่าเหยียบเบรกต่ำกว่าปกติ
หรือถ้าเป็นเบรกหลัง (เฉพาะบางรุ่น) จะรู้สึกว่าต้องดึงเบรกมือสูงกว่าปกติ นั่นแสดงว่า ผ้าเบรก สึกหรอมากแล้ว
          - มีเสียงดังเอี๊ยดๆ จี๊ดๆ เสียงที่ดังนั้นเหมือนเสียงที่เหล็กเสียดสีกัน ขณะที่เราเหยียบเบรก
นั่นคือ สัญญาณเตือนว่า ผ้าเบรก บางมาแล้ว (เป็น ผ้าเบรก  ฝั่งที่อยู่ติดกับลูกสูบเบรกจะมีแผ่นเหล็ก
ทำหน้าที่เป็นตัวเตือน) ถ้า ผ้าเบรก บางน้อยกว่า 1.6 มิลลิเมตร ควรที่จะรีบเปลี่ยน ผ้าเบรก ทันที

ทั้ง 3 อาการเหล่านี้ คุณสามารถสังเกตได้ด้วยตัวเองในช่วงเบื้องต้นว่า ผ้าเบรกหมด หรือเกิดอาการสึกหรอแล้วหรือยัง ถ้า ผ้าเบรกหมด หรือเกิดการสึกหรอแล้ว แนะนำควรต้องจะรีบเปลี่ยน ผ้าเบรก โดยด่วน อย่ารีรอ หรือนิ่งนอนใจ เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดความเสียหาย และเกิดอันตรายถึงชีวิตคุณแน่นอน และควรที่จะต้องหมั่นตรวจเช็ค ผ้าเบรก ทุกๆ 3 เดือน หรือประมาณ 5,000 กิโลเมตร

5. ระบบไฟส่องสว่าง ควรหมั่นตรวจเช็คอยู่ตลอดทั้งไฟส่องสว่าง ไฟเบรก ไฟเลี้ยว ไฟถอย ไฟฉุกเฉินเส้นทางการสัญจรช่วงเทศกาลจะมีรถจำนวนมากบนท้องถนน และส่วนมากก็ใช้ถนนสัญจรกันในเวลาค่ำคืน
ดังนั้นไฟหน้ารถ ไฟสูง ไฟท้าย ไฟเลี้ยวทั้งสองข้าง และไฟเบรกทั้งสองข้าง จะต้องอยู่มนสภาพที่ใช้งานได้ดีบางคนมักง่าย คิดแค่ว่า ไฟมันดับไปดวงเดียวก็ไม่เป็นไรหรอก มองเห็นอยู่ดี แต่คุณอย่าลืมว่า เวลากลางคืนรถยนต์ที่ไฟดับข้างหนึ่งมองไกลๆ คนนึกว่ามอเตอร์ไซค์ ส่วนไฟเลี้ยวที่ต้องส่งสัญญาณบอกคนอื่นว่าเราจะเลี้ยวก็สำคัญ บางจุดคุณจะกลับรถแต่ไฟเลี้ยวเสีย ซึ่งหากตรวจพบก็ต้องรีบทำการเปลี่ยนซึ่งราคาหลอดไฟก็ราคาไม่แพงสักเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ



6. เช็คแบตเตอรี่ แบตหมดคือจุดจบของการเดินทาง รถยนต์ใช้แบตเตอรี่ในการสตาร์ททั้งนั้น ถ้าแบตหมดรถก็สตาร์ทไม่ติด วิธีตรวจสอบแบตเตอร์ของรถทำได้สองวิธีคือหนึ่งใช้เครื่องมือวัดโวลต์ของแบตรถยนต์ซึ่งหาซื้อมาได้ไม่ยาก ถ้าสตาร์ทติดยากแล้วเป็นรถที่ใช้มานานเกินสองปีสันนิษฐานเบื้องต้น เลยว่าแบตหมด หากมีอุปกรณ์วัดโวลต์ไฟแบบพกพาก็สามารถเอามาช่วยตรวจสอบได้เพื่อความชัวร์ ถ้าแรงดันไฟต่ำกว่า 11 โวลต์ โอกาสสตาร์ทไม่ติดมีสูง แต่ถ้าแรงดันอยู่ที่ 13.8 - 14.2 โวลต์ ถือว่าปกติ

การดูแลแบตเตอรี่
แบตเตอรี่ทุกประเภท ต้องมีการดูแลบ้าง ไม่ว่าจะเป็น แบตเตอรี่น้ำ แบตเตอรี่ไฮบริด แบตเตอรี่กึ่งแห้ง หรือแม้แต่แบตเตอรี่แห้ง ก็ตาม โดยแต่ละประเภท มีการดูแลรักษาดังนี้ แบตเตอรี่น้ำควรดูระดับน้ำกลั่นทุก 1 เดือนไม่ควรลืมเติมน้ำกลั่น เปิดไฟทิ้งไว้แบตเตอรี่ไฮบริด ควร ดูระดับน้ำกลั่นทุก 6 เดือน ไม่ควรลืมเติมน้ำกลั่นเปิดไฟทิ้งไว้แบตเตอรี่กึ่งแห้ง ควร ดูระดับน้ำกลั่นทุก 12 เดือน ไม่ควร เปิดไฟทิ้งไว้แบตเตอรี่แห้ง 
ไม่ควรเปิดไฟทิ้งไว้แบตเตอรี่ทุกชนิด ให้ระมัดระวังเรื่อง การลืมเปิดไฟทิ้งไว้ ยิ่งลืมบ่อยเท่าไร อายุการใช้งานของแบตเตอรี่รถยนต์ก็จะสั้นลงเท่านั้นแบตเตอรี่ที่มีการดูแลระดับน้ำ โดยเฉพาะ แบตเตอรี่ น้ำ ให้ระวังที่สุดเรื่องการปล่อยให้ระดับน้ำแห้ง เพราะ ถ้าลืม แบตเตอรี่มีโอกาศเสียสูง
 
การจ่ายไฟของไดชาร์จ
ไดชาร์จคือตัวชาร์จไฟเข้าไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ ถ้าไดชาร์จมีปัญหา ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ ทำให้แบตเตอรี่มีอายุที่สั้นกว่าที่ควรจะเป็นถ้าน้อยกว่า 13.0 โวลท์ จะทำให้ ไดชาร์จ ชาร์จไฟเข้าไปเก็บในแบตเตอรี่ ได้น้อย จะเกิดปัญหาแบตเตอรี่ค่อยๆ ไฟอ่อนลงๆ เรื่อย จนสตาร์ทไม่ติดในที่สุด หรือถ้าอาการหนักมากๆ เครื่องยนต์อาจดับกลางถนนได้ถ้ามากกว่า 14.5 โวลท์ จะทำให้ ไดชาร์จ ชาร์จไฟเข้าไปเก็บในแบตเตอรี่ มากเกินไป อาจเกิดปัญหา แบตเตอรี่บวมร้อนจัดจนแบตเตอรี่เสียเร็วกว่าที่ควรจะเป็นได้




7. สิ่งที่สำคัญที่สุดนอกจากรถยนต์แล้วคือคนขับ เพราะคุณคือคนที่ต้องรับผิดชอบทุกชีวิตในรถคันนั้นพร้อมทั้งตัวคุณเอง โดยจะต้องพักผ่อนให้เพียงพอ
ไม่ใช่ยานพาหนะเท่านั้นที่ต้องเตรียมพร้อม แต่คนขับก็ต้องเตรียมพร้อมเช่นเดียวกัน ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอก่อนการเดินทาง และควรทานอาหารแต่พอดี เพื่อไม่ให้เกิดอาการง่วงซึมระหว่างการเดินทางส่วนการเดินทางช่วงเวลากลางคืน จะต้องระมัดระวังให้มากกว่าเดิม หากเกิดอาการง่วง ควรหยุดพักให้หายง่วงเสียก่อนเพื่อป้องกันอาการหลับในที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุอันร้ายแรง

                 
          ** หาคนขับสำรอง
หากต้องเดินทางระยะไกลในช่วงปีใหม่นี้ คุณควรหาเพื่อนหรือใครก็ตามที่สามารถขับรถแทนคุณได้ ร่วมเดินทางไปกับคุณด้วย ในยามที่คุณขับรถไม่ไหวหรือช่วยคุย
เป็นเพื่อนระหว่างการเดินทาง เพื่อให้ไม่ง่วงระหว่างขับรถ แต่ก็ยังต้องมีสมาธิกับการขับรถด้วย

                 
          ** นั่งขับรถให้ถูกท่า
การต้องนั่งขับรถด้วยท่าผิด ๆ อาจจะสบายสำหรับคุณแต่นั่นจะทำให้เลือดลมเดินไม่ดีนัก อาจทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าได้ง่ายกว่าเดิม ทางที่ดีจึงควรปรับระยะห่างของเบาะและพนักพิงให้เอนพอดี สามารถกะระยะได้ง่าย ๆ เพียงลองเหยียบเบรกจนสุด แล้วขายังสามารถงอได้ปกติ การทำเช่นนี้จะช่วยให้คุณรู้สึกสบายและควบคุมการขับรถได้ดียิ่งขึ้น
       
          ** งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาที่ทำให้ง่วง
สิ่งเหล่านี้ไม่ควรนำเข้าสู่ร่างกายก่อนขับรถเป็นอันขาด! เพราะจะทำให้ความสามารถในการขับขี่ยานพาหนะลดลง เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุเป็นอย่างยิ่ง ทั้งตัวคุณเองและผู้อื่น ดังนั้นหากจะดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือยาที่ออกฤทธิ์แล้วมีอาการง่วง ควรทำหลังจากถึงที่หมายแล้ว หรือในช่วงเวลาที่ไม่ได้ขับขี่ยานพาหนะ
               
          ** หาของทานเล่นแก้ง่วง
ในระหว่างการเดินทาง คนขับย่อมเหนื่อย เมื่อยล้าและง่วงเป็นธรรมดา อาการเหล่านี้สามารถทุเลาลงได้ด้วยของทานเล่น นอกจากน้ำดื่มที่ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกายแล้ว ยังมีพวกลูกอม หมากฝรั่ง ผลไม้เปรี้ยว ๆ ที่พอจะช่วยแก้ง่วงได้บ้างแต่ไม่ควรทานขนมขบเคี้ยวจำพวกแป้งหรือขนมที่น้ำตาลเยอะ เพราะจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลียมากกว่าเดิม

          ** แวะพักเป็นระยะคนที่ขับรถไกล ๆ ย่อมทราบดีว่าร่างกายจะเมื่อยล้าแค่ไหนดังนั้นหากเกิดอาการเหล่านี้ก็ควรจอดแวะเพื่อพักยืดเส้นยืดสายล้างหน้าล้างตา ในปั๊มหรือจุดแวะพัก
พยายามอย่าฝืนขับนาน ๆ เพราะอาจทำให้คุณอ่อนล้าจนหลับในได้

 

 
© 2020 www.phetyont.com All rights reserved.